มารู้จักกับ Body Composition

Body Composition

  4684b5b1d702fbb49a1d6509b82d73d1

 

Body Composition คือ การวัดส่วนประกอบของร่างกาย สามารถวัดได้จากการใช้เครื่องวัด หรือ Applicationใน smartphoneที่ทำได้ง่ายรวดเร็วปลอดภัย และมีความเที่ยงตรงสูง โดยไม่ขึ้นกับตัวผู้วัด สามารถวัดส่วนประกอบของร่างกายได้ละเอียด โดยวิเคราะห์แยกส่วนประกอบของร่างกายออกเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนของน้ำ กล้ามเนื้อ กระดูก และไขมัน ซึ่งช่วยให้ประเมินความอ้วนผอมได้แม่นยำมากขึ้น

libra_black_top_view_v2

Body composition analyzer จะวิเคราะห์ส่วนประกอบของร่างกายโดยการวัดความต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าปริมาณน้อยๆ (เพียง 1-2 โวลต์) ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกายซึ่งมีแรงต้านทานต่อการไหลของกระแสไฟฟ้าไม่เท่ากัน ทำให้สามารถวัดส่วนประกอบทั้งหมดในร่างกายได้

 

342539-runtastic-libra-bluetooth-smart-scale1

Body Composition วัดอะไรบ้าง

  1. Fat % : อัตราของไขมันที่มีในร่างกาย ปกติแล้วมีน้อยยิ่งดี แต่เราควรจะมีไขมันติดตัวไว้บ้าง เพราะว่ากระบวนการทำงานของร่างกายต้องการไขมันเช่นกัน ดังนั้นตามการวิจัยได้บอกไว้ว่า % ไขมันที่ควรมีจะเป็นตามตารางนี้
  2. consumer_features02_021 Fat Mass : มวลไขมันคิดเป็นกิโลกรัมจากน้ำหนักตัวทั้งหมด
  3. FFM (Fat Free Mass) : มวลน้ำหนักตัวโดยไม่รวมไขมัน ซึ่งจะเป็นกล้ามเนื้อ น้ำ กระดูก และอื่น ๆ
  4. Muscle Mass : มวลกล้ามเนื้อคิดเป็นหน่วยกิโลกรัมจากน้ำหนักตัวทั้งหมด
  5. TBW (Total Body Water) : ระดับ hydration ในร่างกาย
  6. TBW % : คิดเป็นอัตราส่วนโดยใช้สูตร (TBW / Weight) * 100 (ระดับปกติควรจะอยู่ที่ 45 – 60% ของน้ำหนักตัวทั้งหมดสำหรับผู้หญิง และ 50 – 65% สำหรับผู้ชาย)
  7. Bone Mass : มวลกระดูก
  8. BMR (Basal Metabolic Rate) : ปริมาณพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญระหว่างพัก เช่น นั่งเฉย ๆ หรือนอนหลับ ร่างกายยังต้องใช้พลังงานเหล่านี้ ตัวเลขนี้จะใช้บ่งบอกว่าเราควรกินอาหารที่ปริมาณแคลอรี่เท่าไหร่ต่อวันถึงจะเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย โดยปกติแล้วกิจกรรมในแต่ละวันจะใช้พลังงานประมาณ 15% ของ BMR นี่คือพลังงานที่เราควรกินเข้าไปเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ถ้าเรากินพอดีโดยไม่ออกกำลังกายเพิ่ม เราก็จะรักษาน้ำหนักตัวแบบนี้ไปเรื่อย ๆแต่ถ้าเราออกกำลังกายเพิ่ม เราก็ควรกินเพิ่มประมาณ 500 kcal ต่อวัน ซึ่งจะส่งผลให้เราลดน้ำหนักประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ แต่เราก็ไม่ควรกินน้อยเกิน เพราะร่างกายจะไปดึงเอามวลกล้ามเนื้อและน้ำมาใช้แทน
  9. Metabolic Age : เกณฑ์วัดว่าร่างกายของเราอายุเท่าไหร่จากผลที่บอก
  10. Visceral Fat Rating : ค่าไขมันในช่วงช่องท้อง (Abdominal Cavity) ซึ่งถ้าเรามีไขมันตรงนี้เยอะ จะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน ค่าไขมันตรงนี้ยิ่งมีอายุมากก็จะยิ่งสูงขึ้น เราควรรักษาให้อยู่ในเรทปกติ ระหว่าง 1 – 12 เท่านั้น
  11. BMI (Body Mass Index) : เกณฑ์การวัดว่าระดับน้ำหนักเรามาตรฐาน อ้วน หรือ ผอมเกินไป มาจากสูตร Weight (KG) / Height (m)2 แต่เกณฑ์นี้ไม่ได้นำตัวไขมันหรือกล้ามเนื้อมาคำนวณเลย เพราะฉะนั้นถ้าร่างกายแบบปกติก็จะใช้ได้ แต่ถ้าร่างกายแบบนักกีฬาประเภทมีกล้ามเนื้อสูง ๆ อาจจะใช้เป็นเกณฑ์ไม่ได้

2d907a6dd1e6c1289a68ca7c605b27d7

 

การวัด Body Composition เป็นเกณฑ์ช่วยให้เราติดตามความแข็งแรงของร่างกาย ในระหว่างออกกำลังกายได้เป็นอย่างดี เพราะตัวเลขบนตาชั่งไม่สามารถบ่งบอกได้ว่าจริง ๆ แล้วเรามีกล้ามเนื้อและไขมันในร่างกายมากน้อยแค่ไหนหากใครเข้าข่ายว่าอ้วนหรือเริ่มอ้วนแล้วก็อย่าลืมดูแลสุขภาพ และควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสุขภาพหลาย ๆ ประการที่สามารถตามมาได้ในอนาคต

ขอบคุณข้อมูล
http://montebkk.blogspot.com
http://www.vachiraphuket.go.th
http://www.runner-blogger.com

 

แสดงความคิดเห็น

ความเห็น